iTinMod-Logo2
 
heavenstrike_rivals.jpg

Heavenstrike rivals cover

iTinMod Review – Heavenstrike Rivals กับเทคนิคการจัดทีมให้มีค่าร่ายเหมาะสม

สวัสดีค่ะกัปปิตันทุกท่านแห่ง Heavenstrike Rivals วันนี้กัปปิตันหญิงแห่ง iTinMod ก็มาพบกับท่านเช่นเคย ด้วยไกด์ดีๆจากอิฉันคนเดิมค่ะ โดยวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่อง “ค่าร่ายที่เหมาะสมสำหรับทีม” เพื่อนๆหลายๆคนอาจจะสงสัยว่าเอ๊ เราจะต้องจัดทีมยังไงนะให้มันร่ายคล่อง ให้เราใช้ Capacity ของ Mana ที่ให้เรามา 10 ได้เต็มที่ หรือจะต้องจัดยังไงให้ทีมเรามีความยืดหยุ่นสูงเพื่อที่จะสามารถเล่นได้ในทุกสถานการณ์ เอาล่ะเรามาชมกันเลยดีกว่าค่ะก่อนอ่านไกด์นี้ เพื่อนๆควรจะอ่านไกด์ที่แล้วของแอดมินก่อนนะคะที่ “iTinMod Review – เทคนิคพื้นฐานที่ต้องรู้ใน Heavenstrike Rivals!!!”

Curve

เหตุผลที่จะต้องเลือกจัด Unit ให้มีค่าร่ายเหมาะสมสำหรับทีม

ในเกม Heavenstrike Rivals นั้น Unit มีค่าร่ายตั้งแต่ 2-5 แต่ด้วยข้อจำกัดทางมานา ที่มีมาให้เราๆจึงสามารถเลือกลง Unit บนสนามได้รวมค่าร่ายไม่เกิน 10 เท่านั้น นอกจากนั้นก็มีอีกหลายๆเหตุผลที่การเลือกจัดระดับค่าร่ายในทีมเป็นเรื่องสำคัญมากๆดังนี้ โดยแอดเขียนไกด์ทุกเกมจะเน้นความเข้าใจและละเอียดเข้าว่าไว้ก่อนเพื่อที่ทั้งมือใหม่มือเก่าจะได้เข้าใจได้ทั้งหมดอาจจะยาวบ้างอะไรบ้าง แต่เมื่อเข้าใจแล้วทุกอย่างก็จะง่ายค่ะ

1. ความได้เปรียบบนสนาม

อย่างแรกเลยก็คือเรื่องข้อจำกัดมานาที่แอดได้พูดไปตอนต้น การมีทีมที่มีค่าร่ายเหมาะสมจะทำให้คุณสามารถใช้ประสิทธิภาพของข้อจำกัดดังกล่าวที่ให้มา 10 นั้นได้อย่างเต็มที่ กล่าวคือหากเราจัดเดคสะเปะสะปะเอาแต่ตัวใหญ่ๆตัวเก่งๆร่ายเยอะๆเข้าว่าอย่างเดียวขณะเล่น Gameplay ของคุณก็อาจจะพังพินาศได้เพราะว่าลงได้เพียงแค่ไม่กี่ตัวบนสนาม และไม่เหลือตัวไว้แก้เกมในกรณีฉุกเฉิน เพราะฉะนั้นการจัดเคิฟค่าร่าย หรือระดับค่าร่ายให้เหมาะสมจึงจะทำให้คุณสามารถเล่นได้อย่างลื่นไหลต่อเนื่องไม่สะดุด และสามารถรับมือกับทุกสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

2. ตัวเลือกในการเล่นที่มากขึ้น และความยืดหยุ่นที่มากขึ้น

แน่นอนว่า Units ในเกมนั้นมีให้เลือกหลากหลายประเภทมาก การใช้ Units ที่กระจุกกันอยู่ที่แค่เคิฟมานาเดียวเช่น 2 ทั้งหมด 3 ทั้งหมด หรือ 4เกือบทั้งหมด นอกจากจะทำให้ตัวเลือกด้าน  Ability ลดลงซึ่งจะไม่เกิดความหลากหลายในขณะเล่นแล้ว ยังทำให้ Gameplay ของคุณมีลักษณะไปในเชิงเดี่ยวหรือสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไปไม่เกิดความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ในขณะเล่นซึ่งจะทำให้นอกจากจะถูกอ่านเกมได้ง่ายๆจนถึงขนาดฝ่ายตรงข้ามเดาได้เลยว่าในมือคุณถืออะไร แล้วยังทำให้คุณมีตัวเลือกน้อยในสถานการณ์ที่ทีมแพ้ทางกันหรือเจอเหตุฉุกเฉินเช่นมีตัวลอดหลังไป หรือโดนหลอกในลงจนหมดมือเป็นต้น นอกเหนือจากนี้การมีเคิฟค่าร่ายที่เหมาะสมยังทำให้การเล่นของคุณลื่นไหลตลอดในช่วงการเล่นหมายถึงมี 2 ก็ลงได้ เหลือ 3 ก็ลงได้ เหลือ 4 ขึ้นไปก็เลือกลงได้มากขึ้น ยิ่งกว่านั้นยังทำให้คุณสามารถจัดกลุ่มคอมโบระหว่าง Units ในทีมได้เป็นอย่างดีเพื่อทำให้เกิดการเล่นผสมผสานให้เกิดความได้เปรียบมากขึ้นอีกด้วย

choice advantage

3. รับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน

จากคราวที่แล้วที่แอดได้ลงเกี่ยวกับชนิดของเดคหรือทีม ที่เป็นหลัก 3 ชนิดใหญ่ๆได้แก่ Control Deck, Rush Deck และ Race Deck ซึ่งแต่ละอย่างก็มีจุดเด่นที่ไม่เหมือนกัน และจุดด้อยที่ต่างกันออกไปด้วย อย่างเช่น Rush Deck ที่จะพยายามเอาตัวเล็ดลอดเข้ามาในแผงหลังของเราเพื่อปิดเกม หากว่าเคิฟหรือระดับค่าร่ายในทีมของเราไม่ดี คือมีแต่ตัวร่ายหนักและไม่เหลือมานา หรือที่เผื่อลง Unit อื่นๆในสถานการณ์แบบนี้ก็ “บายแจ้” สถานเดียวค่ะ

4. ความได้เปรียบจากการมี Units บนมือเหลือมากกว่า

อันนี้เป็นเรื่องที่ส่งผลมากทีเดียวในขณะที่เราทำการ PvP เพราะอย่าลืมว่าอีกฝ่ายก็เป็นผู้เล่นเหมือนกันไม่ใช่คอม เพราะฉะนั้นเขาก็เล่นอยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกับเราคือใส่ Units ได้ 15 ใบ เป็น Vanguard 1ใบ และมีข้อจำกัดในเรื่อง Capacity บนสนามเท่ากับ 10 เช่นเดียวกับเรา ซึ่งการจัดเคิฟค่าร่ายในทีมของเราให้เหมาะสมนั้นเราจะสามารถสร้างกลุ่ม Combo ระหว่าง Units ได้สูงกว่าการจัดทีมแบบสะเปะสะปะมาก และเมื่อเราสามารถสร้าง Combo ได้ดีก็ทำให้สามารถปิดเกมได้รวดเร็วมากขึ้น หรือถ้าหากปิดเกมไม่ได้ก็สามารถที่จะยื้อเกมและสร้างความได้เปรียบบนสนาม เช่นเก็บ Unit ของฝ่ายตรงข้ามได้ไวขึ้นทำให้ฝ่ายตรงข้ามถูกกดดันและจะต้องลง Unit เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้จำนวน Units ในมือของเขาที่จะสามารถใช้งานได้ร่อยหรอลง และเมื่อนั้นความได้เปรียบจะเกิดขึ้นทันทีกับผู้เล่นที่เหลือของให้เล่นหรือตัวเลือกให้เล่นได้มากกว่าซึ่งตรงนี้ขึ้นกับประสบการณ์ของผู้เล่น แต่รับรองว่ามีผลชี้ขาดแพ้ชนะเกมโดยเฉพาะใน League หรือ PvP ได้อย่างไม่ต้องสงสัย

5. ใช้ดวงน้อยลง

แน่นอนหากว่าเรารู้จักทีมที่เราจัดดีประดุจอ่านเส้นลายมือแล้วเราย่อมเข้าใจว่าอะไรควรทำตอนไหนทำให้เราไม่ร้อนลนเกินไปเวลาเจออีกฝ่ายลง 5ดาวมาเยอะๆ หรือว่าอีกฝ่ายกำลังอยู่ในสถานการณ์ได้เปรียบ ที่เป็นแบบนั้นเพราะเรารู้ว่าหากบนมือเราไม่มีการ์ดใดๆแก้เกม เรายังเหลืออะไรอยู่บ้างที่จะจั่วขึ้นมือในเทิร์นถัดไป และหากเราจัดระดับค่าร่ายมาดีเราจะไม่กังวลเลยค่ะว่าสิ่งที่เราจั่วขั้นมาในเทิร์นถัดไปจะเล่นไม่ได้หากว่าเป็นตัวช่วยแก้เกม เพราะฉะนั้นการจัดระดับค่าร่ายให้เหมาะสมจึงทำให้ความเสี่ยงในการเล่นน้อยลงจนอยู่ในระดับที่เราควบคุมได้ แหม่ แต่เขาว่าแข่งอะไรแข่งได้แข่งบุญแข่งวาสนาแข่งยังไงมันก็ยังเหลือการใช้ดวงอยู่บ้างนั่นล่ะค่ะ

เห็นไหมคะว่าการจัด “ระดับค่าร่ายที่เหมาะสม” หรือที่เราเรียกว่าเคิฟค่าร่ายดีๆนั้นมันมีประโยชน์อเนกอนันต์ขนาดไหนเพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากที่เราจะต้องมาเหลากันเรื่องนี้ในวันนี้เจ้าค่ะ และเมื่อรู้ประโยชน์ของมันแล้วก็ไปดูกันเลยว่าเราจะเริ่มอย่างไรถึงจะสามารถจัดระดับค่าร่ายที่เหมาะสมให้กับเดคหรือทีมของเราได้

เทคนิคการจัดเคิฟหรือระดับค่าร่ายในทีมให้เหมาะสม!!

เอาล่ะหลังจากทราบประโยชน์ของการจัดระดับค่าร่ายในเดคให้มีความเหมาะสมแล้วทีนี้เราก็มาดูกันดีกว่าว่าเราจะจัดอย่างไร แต่ก่อนอื่นๆเพื่อนๆจะต้องทราบก่อนว่าเราจะเล่นเดคแบบไหน ตีเร็วไหม หรือว่าแทงค์เยอะๆ หรือพระเยอะๆเป็นต้น แล้วจึงมาดูกันค่ะว่าเราจะจัดค่าร่ายของเดคเราให้เหมาะสมอย่างไร

1. ดูระดับค่าร่ายรวมของทีม

ในแต่ละ Squad นั้นเพื่อนๆสามารถที่จะจัด Units ได้ทั้งหมด 15 ตัวเท่านั้น โดย 1 ใน 15 นั้นจะเป็น Unit ที่เรียกว่า Vanguard ซึ่งจะขึ้นมือตลอดเวลา

Curve

การดูระดับค่าร่ายรวมของทีมนั้นแอดมินจะใช้คำว่า “เคิฟของมานา” บ่อยๆยังไงก็ให้เพื่อนๆเข้าใจว่ามีความหมายเดียวกัน โดยหลักการแล้วค่าร่ายของ Units ในแต่ละ Squad นั้นควรจะมีให้ “หลากหลาย” ไม่ควรจะกระจุกอยู่ที่เคิฟใดเคิฟหนึ่งตลอด ยกเว้น เคิฟค่าร่าย 2 ที่คุณสามารถใส่ได้เยอะหน่อยเพราะว่ามีความยืดหยุ่นสูงและลงตัวกับระบบข้อจำกัดทางมานา 10 ที่ตัวเกมสร้างมาให้

โดย Units แต่ในละระดับค่าร่ายนั้นแอดมินแบ่งข้อดีและข้อเสียของมันออกไปดังนี้

Unit ค่าร่าย 2

พวก Unit ค่าร่ายเคิฟ 2 นั้นเป็นเคิฟที่ต่ำที่สุดภายในเกมนี้ และแอดมินค่อนข้างจะชอบยูนิตในเคิฟนี้เยอะมากเป็นพิเศษเนื่องด้วยข้อจำกัดทาง Mana Capacity ที่ให้เราลง Unit ได้รวมกันบนสนามได้ไม่เกิน 10 ทำให้หากว่าเรามี Unit ที่เป็นเคิฟ 2 ในทีมเยอะหน่อยก็จะทำให้เรามีโอกาสที่จะใช้ข้อจำกัดทางมานาได้อย่างเต็มที่ นั่นคือลงยูนิตเต็มสนามได้ถึง 5 ตัวด้วยกัน และหากมีตัวใดตัวหนึ่งตายไปก็พร้อมจะมีตัวอื่นทดแทนได้ทันที เพราะฉะนั้นยูนิตในเคิฟค่าร่าย 2 จึงเป็นยูนิตที่มีความยืดหยุ่นสูงที่สุดสำหรับเกมนี้

ข้อดี

- ความยืดหยุ่นสูง

- สามารถลงทดแทนได้ทันทีเมื่อมี Unit ไม่ว่าจะค่าร่ายเท่าไหร่ตายไปจากสนาม

- ความเร็วสูงสามารถลงได้ตั้งแต่เทิร์นแรก

- สร้างคอมโบระหว่าง Unit ได้รวดเร็ว

ข้อด้อย

- ขนาดค่อนข้างเล็กสำหรับ Unit ระดับดาวน้อยๆ

- Units ที่มีคุณภาพมากๆมักเป็นพวกหายากระดับ 4-5ดาว

- ตัวเลือกด้าน Skill เฉพาะทางต่ำกว่าพวกที่ร่ายเยอะกว่า 

Unit ค่าร่าย 3

พวก Unit ค่าร่ายในเคิฟ 3 นั้นเหมาะที่จะเป็น Unit ที่ใช้ในการรอเคาร์เตอ์กลับ หรือเหมาะที่จะเป็นตัวลงมาล่อมากกว่าที่จะใช้เป็น Units หลักๆ เพราะว่าเคิฟค่าร่าย 3 นั้นสำหรับแอดมินถือว่าสูงแล้ว และค่อนข้างมีความหนืดสูงมากจะเก่งไปเลยหรือก็ไม่ หากเคิฟค่าร่าย 3 มีเยอะเกินไปในทีมจะทำให้ทีมหนืด เล่นไม่ค่อยออกเพราะค่าร่าย 3 เป็นอะไรที่มันคร่อมเทิร์นอยู่

ตัวอย่าง

เกมนี้มานาจะขึ้นให้ 2 Mana ต่อเทิร์น ทำให้ในเทิร์นแรก แน่นอนว่าเราลง Unit ที่เป็นค่าร่าย 3 ไม่ได้เพราะว่า Mana ไม่พอ จึงทำให้เราต้องรอในเทิร์น 2 ขึ้นไปจึงจะลงได้ และพอถึงเทิร์น 2 เราจะได้ Mana ทั้งหมดรวมกันที่ 4 หากว่าเราเล่น Unit ที่เป็นเคิฟค่าร่าย 2 เราสามารถที่จะลงได้สูงสุดถึง 2 ตัวแต่ถ้าเล่นตัวร่าย 3 เราก็ลงได้แค่ตัวเดียว หรือหากว่าเราจะเล่น Unit ที่ร่าย 4 คือตัวใหญ่ไปเลยก็เรียกได้ว่าใช้จำนวนเทิร์นเท่ากัน แต่ได้คุณภาพของ Units ที่ค่อนข้างสูงกว่าเมื่อเทียบกับระดับดาวเดียวกัน

เรียกได้ว่าระดับค่าร่าย 3 เป็นอะไรที่ไม่ควรจะใส่เยอะหากว่าพิจารณาตามความเหมาะสมของระดับค่าร่าย ยกเว้นแต่ว่าคุณจะใส่มันลงไปในทีมเพื่อหวังผลเฉพาะทางอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

ข้อดี

- ใช้เป็นตัวล่อการ์ดฝ่ายตรงข้ามได้ดีเพราะ Unit มีขนาดเป็นระดับ “กลาง” ไม่ต่ำและไม่สูงเกินไป และบางตัวมี Skill ที่เฉพาะทางจนเมื่อเราลงมาบนสนามจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องเล่น เพราะถ้ายื้อไปอาจจะเสียหายหนักเหมาะกับการลง PvP แล้วเจอพวกยื้อเทิร์นเพื่อรอ Mana เป็นอย่างยิ่ง

- ใช้เป็นตัวสละชีพไปตายให้ฝ่ายตรงข้ามต้องทุ่มเทฆ่า เพื่อดึงมานากลับมา 3 ในการเล่นคอมโบในเทิร์น

- มี Ability เฉพาะทางให้เลือกมากกว่าเคิฟค่าร่าย 2

ข้อด้อย

- ขาดความยืดหยุ่นโดยสิ้นเชิง

- Unit จะเล็กก็ไม่จะใหญ่ก็เปล่า

- ผิดธรรมชาติของระบบมานา ทำให้ใช้ประสิทธิภาพของ Mana capacity ที่ให้เรามา 10 ได้ไม่เต็มที่

Unit ค่าร่าย 4 และ 5

พวกนี้เป็นพวกตัวใหญ่ไปเลย เหมาะที่จะใช้เป็น Bomb ในแต่ละเดคมากๆ ส่วนใหญ่แล้ว Unit ค่าร่าย 4 และ 5 นั้นจะเหมาะที่จะอยู่ในบทบาทของ Removal  มากที่สุด ส่วนในบทบาทอื่นๆก็ลดหลั่นกันลงไป ข้อดีของการใช้ Unit ค่าร่าย 4 คือส่วนใหญ่แม้จะร่ายเยอะแต่จะค่อนข้างคุ้มค่าร่าย คือสุดโต่งรุนแรงไปทางใดทางหนึ่งเลย และลงตัวกับระบบมานามากกว่าพวกร่าย 3 แต่ก็ต้องระวังในสถานการณ์การใช้งานให้เหมาะสมด้วยเพราะถ้าใส่เยอะแน่นอนว่าหนักเดคหนักทีมเล่นไม่ออกได้เหมือนกัน

ข้อดี

- เป็นตัว Bomb ได้ดีกล่าวคือลงมาบนสนามทีนึงส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากต่อรูปเกม

- เป็น Removal ได้ดีโดยเฉพาะพวก Mage ที่ส่วนใหญ่ยิงได้รุนแรงและเลือดเยอะทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องสูญเสียมากในการฆ่าถ้าเล่นดีๆจะก่อให้เกิดความได้เปรียบในเรื่องจำนวนการ์ดที่เหลือเยอะกว่า

- ถึงแม้จะร่ายเยอะแต่ไม่คร่อมเทิร์น ไม่คร่อมระบบมานาทำให้สามารถใช้ให้ลงตัวได้ไม่ยาก

- พลังโจมตีรุนแรง

ข้อด้อย

- ใส่เยอะๆจะหนักเดคทำให้ในช่วงต้นเกมเล่นไม่ออก

- Unit บางบทบาทไม่ค่อยน่าใช้เช่น Tanker เพราะถ้าหากว่าโดนหยุด โดนดึง โดนตรึงแล้วฝ่ายตรงข้ามไม่ฆ่าจะทำให้เราสูญเสียความได้เปรียบบนสนามทันที

- บางตัวตายยากเกินไปทำให้เราดึงมานากลับมาเพื่อใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินค่อนข้างยาก

และทั้งหมดนี้ก็คือนิยามและข้อดีข้อเสียที่แอดมินมอง Units ในแต่ละระดับค่าร่ายค่ะโดยทั้งหมดนี้เป็นเพียงหลักการเบื้องต้นเท่านั้นนั่นคือยังไม่ได้เจาะลงไปสู่ Units แต่ละตัวแต่เป็นหลักการพื้นฐานของการจัดระดับค่าร่ายภายในเกมนี้ค่ะโดยเพื่อนๆสามารถเชครายชื่อ Unit ทั้งหมดได้จาก Wiki ภาษาอังกฤษที่ทำเอาไว้อย่างเลอเลิศแล้วได้ที่ http://www.heavenstrikewiki.com/tiki-index.php?page=Unit+List

2. ดูบทบาทหน้าที่ของแต่ละ Unit และเลือกระดับค่าร่ายที่เหมาะสม

ในหัวข้อที่สองนี้หมายถึงการเปรียบเทียบระหว่าง Unit ที่เรามีในการเลือก Unit ลงไปใน Squad ของเรา ยกตัวอย่างเช่นเราอยากให้มี Unit ที่ทำหน้าที่เป็น Removal เพื่อจัดการกับยูนิตที่เป็นปัญหาของฝ่ายตรงข้ามสัก 5ตัวในทีมของเรา เราก็ไม่ควรที่จะใส่ Units ประเภทนี้กระจุกอยู่ที่เคิฟค่าร่ายเดียวด้วยเหตุผลเกี่ยวกับความยืดหยุ่นของการใช้งาน

ยกตัวอย่าง

หากเราต้องการใส่ Unit ที่เป็น Removal สัก 5 ตัวเราก็ควรเลือกกระจายๆค่าร่ายกันไป เช่นเป็น Unit ค่าร่าย 2 ที่มีสกิลยิง สัก 2 ตัวเอาไว้กันเหนียวเพื่อที่จะได้เก็บพวกที่รอดมาแผงหลักในกรณีฉุกเฉินได้ และ พวกที่เป็นร่าย 3 สักตัวหนึ่งเลือกตัวที่มีสกิลเฉพาะทางเช่นพวกที่สาด Poison ใส่ Mage หรือ Priest ฝ่ายตรงข้ามทั้งจอสักตัวหนึ่งและ พวกที่เป็นร่าย 4 อีกสัก 2 ตัวเพื่อเอาไว้เก็บตัวใหญ่ๆเป็นต้น

Removal exp

การจัดเคิฟค่าร่ายตามบทบาทดังตัวอย่างข้างบนก็จะทำให้ คุณสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่แตกต่างกันได้หลากหลายและใช้ได้ในทุกช่วงของเกม คือตั้งแต่เทิร์นแรกจนถึงเทิร์นหลังๆเป็นต้น

หมายเหตุ ใน Unit แต่ละ Race และชนิดของเดคหรือทีมที่ต่างกันก็อาจจะมีตัวเลือกที่ต่างกันไปด้วย ตัวอย่างนี้เป็นเพียงตัวอย่างการเลือกใช้ Removal ใน Human Race เท่านั้น

3. เลือกจัดเพื่อให้ใช้ได้สองเท่าเสมอ!!!

หัวข้อนี้คือของแถมในการเลือก Units จัดลง Squad เพราะว่านอกจากคุณดูคุณภาพให้เหมาะสมอย่างที่แอดได้กล่าวมายืดยาวด้านบนแล้ว หากว่าคุณสามารถเลือก Unit ที่เป็นได้หลายๆบทบาทในตัวเดียวกันในเคิฟค่าร่ายที่เหมาะสมได้อีกล่ะก็ Squads ของคุณก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเป็นทวีคูณค่ะ

ยกตัวอย่าง Unit ที่ใช้แล้วได้ 2เท่า

Order missionary

นังแมว Order Missionary ตัวนี้ค่าร่ายเพียงแค่ 2 แน่นอนมีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูงมาก แถมเป็น Unit ที่มีพื้นฐานมาจาก Unit 2 ดาวสามารถฟาร์มเอาได้จากการเล่น Skill ติดตัวของนางคือ Heaven’s Wrath ซึ่งเมื่อลงมาจะสุ่มยิง Unit 2เป้าบนสนามทั้งฝ่ายเราและฝ่ายตรงข้ามด้วย และเนื่องจากมี Class พื้นฐานเป็น Scout ทำให้สามารถทำหน้าที่เป็น Damage Dealer แบบเคลื่อนที่เร็วหรอยหลังได้อีก

สรุปจากตัวอย่าง Order Missionary

- เป็นยูนิตเคิฟค่าร่าย 2 ทำให้มีความยืดหยุ่นในการลงสูง

- เป็น Class Scout ซึ่งสามารถตีเบิลได้สองเท่าทำให้มีบทบาทแรกเป็น Damage Dealer ได้อย่างสบายๆ

- Skill เป็นสกิลยิงโดยตรงแม้ว่าจะสุ่มแต่หากใช้ให้ถูกจังหวะจะมีประสิทธิภาพมากทำให้ Units ตัวนี้ยังสามารถมีบทบาทเป็น Removal ในหลายๆสถานการณ์ได้อีกด้วย

- หาได้จากในเกมทำให้อัพ Skill ขึ้น Lv สูงๆได้ไม่ยาก

LDF gunner

Unit ปืน LDF Gunner ตัวนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ดีมากเช่นกันในเรื่องการทำหน้าที่ได้ 2 บทบาทในตัวเดียวกันและมีค่าร่ายที่ต่ำทำให้ใช้ได้ในแทบทุกสถานการณ์ เอาลงมาฆ่าก็ได้ ยิงก็ได้ สังเวยชีวิตตายแทนเพื่อกันความเสียหายเข้ากัปตันก็ได้โอ้ยสารพัดประโยชน์

สรุปจากตัวอย่างLDF Gunner

- เป็น Class Gunner ทำให้มีระยะยิงที่ไกล ยิงทะลุได้ทำให้เก็บ Unit ที่เหลือเลือดน้อยๆได้เป็นอย่างดี

- มีค่าร่ายเพียงแค่ 2 ทำให้มีความยืดหยุ่นสูงใช้ได้แทบจะทุกสถานการณ์

- มี Skill เป็น Bolt ที่สามารถลงมายิง Unit ของฝ่ายตรงข้ามได้ทำให้ร่ายแค่ 2 แต่ได้คุ้มค่าสองเท่า

- หาง่ายได้จากในเกมทำให้อัพ Lv Skill ขึ้นสูงๆได้ง่าย

และนี่ก็คืออีกหัวข้อในการเลือก Unit ที่นอกจากจะมีเคิฟค่าร่ายที่เหมาะสมแล้วยังแถมการเลือกให้ได้ผลสองเท่าเพื่อที่จะทำให้เกิดความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์การเล่นอีกด้วย

4. Unit ที่ค่าร่ายเยอะไม่แน่ว่าจะเก่งเสมอไปเมื่อนำมาใช้

การเลือก Units ให้เหมาะสมตามค่าร่ายนั้นไม่ใช่การเลือก Unit ที่มีค่าร่าย น้อยไปเลยทั้งหมดถึงแม้ว่าจะมีความยืดหยุ่นสูงก็ตาม และไม่ใช่การเลือก Unit ที่มีค่าร่ายสูงๆทั้งหมดเพราะว่ามันดูเลือดเยอะและเก่งแต่คือการจัดระดับการเล่นให้เกิดความเหมาะสม พอดิบพอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป ซึ่งหลายๆคนก็ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า Unit ที่ร่ายเยอะไปเลย หรือดาวเยอะไปเลยเมื่อนำมาใช้แล้วจะเทพจะเก่งในทุกสถานการณ์ซึ่งจริงๆแล้วเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะในเกมที่ต้องใช้ฝีมือค่อนข้างมากอย่าง Heavenstrike Rivals นี้การเลือกใช้ให้เหมาะสม ดูผลรวมของค่าร่ายให้เล่นได้ลื่นไหล และการตัดสินใจในขณะที่เล่นมีผลมากกว่าการเลือกแต่ Unit ที่ดาวสูงๆ ตัวใหญ่ๆและเก่งๆมายัดรวมกันซึ่งแอดก็ได้จำแนกสิ่งที่ต้องจำให้ขึ้นใจในการจัดทีมและการเลือกใช้ Unit ที่คุ้มค่าร่ายและได้ผลรวมค่าร่ายในทีมหรือเดคได้ดี

สิ่งควรจำ

- ศัตรูของเราที่แท้จริงคือ Captain ไม่ใช่ Units บนสนาม เพราะฉะนั้นการเลือกจัด Squads ให้มีค่าร่ายเหมาะสม บทบาทครบถ้วนนั้นเป็นไปเพื่อจัดการกับ Captain ของฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่ลงมาเพื่อมีจุดมุ่งหมายในการทำลาย Units ของฝ่ายตรงข้ามอย่างเดียว

- ค่าร่ายเยอะ ดาวเยอะไม่ใช่ว่าจะเก่งในทุกสถานการณ์เสมอไป บางตัวดาวเยอะจริงแต่ก็ร่ายเยอะด้วย ให้เลือกใช้ตามบทบาทหน้าที่ของมันไม่ใช่ใช้ตามความเก่งโดยส่วนตัวของมัน 

5. ความสัมพันธ์ระหว่างเทิร์น ค่าร่าย และการสะสมมานาในขณะเล่น

ตรงนี้เป็นอีกส่วนสำคัญที่แอดคงจะกล่าวเจาะได้ไม่หมดในไกด์นี้ทีเดียวเพราะว่ามีรายละเอียดที่ขึ้นกับสถานการณ์และ Gameplay ที่สูงทำให้แอดจะขอยกยอดไปเจาะเรื่องนี้ในคราวถัดๆไปอีกทีแต่จะเกริ่นคร่าวๆก่อนในบทความนี้เพราะว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกันอยู่อย่างแยกกันไม่ได้ นั่นคือการกะจังหวะในการเล่นให้เหมาะสมกับ Squad ของเราที่ใช้ และระดับค่าร่ายที่จัดมานั่นเอง

สิ่งควรจำ

- หากเราใส่ Unit ที่ค่าร่ายต่ำเยอะ ก็จะทำให้เราสามารถเล่นคอมโบระหว่าง Unit ได้ในเทิร์นต้นๆเพื่อสร้างความได้เปรียบ ทำให้ไม่จำเป็นต้องรอ Mana นานๆจึงจะสามารถทำ Combo ได้

- ฃในการ PvP การเริ่มทีหลังหรือรอให้ฝ่ายตรงข้ามลง Unit มาก่อนแล้วเล่นจังหวะ Counter ก็ไม่ได้แปลว่าจะเป็นสูตรสำเร็จเสมอไปยังมีเทคนิคอีกมากที่ทำให้เกิดการได้เปรียบระหว่างเทิร์นแม้ว่าเราจะลง Unit ก่อนก็ตาม

- ควรคำนวณการลง Unit การเล่น คอมโบระหว่าง Unit และจังหวะต่างๆให้ดีตามระยะเวลาเทิร์นที่กำลังดำเนินไปเพื่อที่คุณจะได้ไม่พลาดอะไรไปในขณะเล่นและสามารถเล่นได้อย่างที่ใจหวัง และยังเผื่อกันพลาดในกรณีฉุกเฉินได้อีกด้วย

เอาล่ะ วันนี้แอดก็จะต้องขอจบไกด์นี้เพียงเท่านี้เพราะยาวยืดมามากแล้วแต่หวังว่าก็จะเป็นประโยชน์กับผู้เล่นทั้งใหม่และเก่าไม่มากก็น้อยเพื่อที่จะฝึกปรือและพัฒนาฝีมือของตัวเองได้เตรียมเอาไว้ลงแข่งใน League ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้ค่ะ แอดค่อนข้างเน้นความละเอียดและความเข้าใจในส่วนของเนื้อหามากเป็นพิเศษจึงทำให้มันยาวไปสักหน่อย แต่ว่าหากเพื่อนๆเข้าใจในเรื่องต่างๆแล้วก็จะทำให้ต่อไปสามารถนำหลักการเหล่านี้ไปใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว โดยไม่ใช่เพียงเน้นบอกสูตรสำเร็จ แต่เป็นการเน้นความเข้าใจที่จะใช้ได้ในระยะยาวค่ะ สุดท้ายนี้แอดฝาก Like&Share ให้เป็นประโยชน์กับเพื่อนๆที่เล่นเกม Heavenstrike Rivals ด้วยนะคะ และพบกับไกด์เกมดีๆคุณภาพคับความสวยของกัปปิตันแดมินสาวได้ใหม่ในโอกาสหน้าจากเว็บไซต์ www.iTinMod.com หรือติดตามผลงานของทีมงานได้จาก Facebook Fanpage :  https://www.facebook.com/iTinMod ค่ะ

Share
15fd15ce7c9be2755f1311b94febf5f3.jpg